วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

หน่วยการเรียนรู้ที่ 11  สัมพันธ์ดี มีไมตรีเลี่ยงความขัดแย้ง
ปัจจัยในการสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างบุคคล
ปัจจัยที่จะสร้างให้คนมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกันประกอบด้วยลักษณะต่างๆ ดังนี้
1.บุคลิกภาพที่ดี หรือนิสัยเฉพาะส่วนตัวที่ดีของบุคคลที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนเป็นจุดแรกก็คือ รูปร่าง หน้าตา ลักษณะท่าทาง การแสดงออก และการแต่งกายที่ดูดีมีสง่า มีส่วนดึงดูดความสนใจให้คนอยากเป็นมิตร อยากสนทนาพูดคุยด้วย
2.กิริยาท่าทาง หรือการแสดงออกต่อสายตาของบุคคลอื่น ทำให้คนที่พบเห็นชอบหรือไม่ชอบก็ได้
3.การพูด การพูดที่ดี มีศิลปะในการพูด ใช้คำพูดที่สุภาพ พูดให้เกียกับคนที่เราพูดด้วย
4.สายตา สาตตาจะบ่งบอกถึงความรู้สึกนึกคิด คนที่คิดดีสายตาจะแสดงออกถึงความเป็นมิตร ไม่เสแสร้ง
5.จิตใจดี มองโลกในแง่ดีมีความจริงใจให้แก่เพื่อน การแสดงออกต่อบุคคลอื่นจะเป็นเรื่องดีๆเป็นส่วนใหญ่ และเสมอต้นเสมอปลาย
6.สติปัญญาดีและไหวพริบดี จะช่วยให้รู้จักสังเกตและพิจารณาคนที่คุยด้วยพูดสนทนาด้วยว่าเป็นคนอย่างไร จะช่วยให้การสร้างสัมพันธภาพง่ายขึ้น
ความสำคัญในการสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างบุคคล
มีความสำคัญ ดังนี้
1.ทำให้เป็นที่ยอมรับของบุคคลอื่น
2.มีเพื่อนและอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
3.มีความรู้สึกที่ดีต่อคนอื่น
4.ได้รับการร่วมมือที่ดีในการติดต่อประสานงานหรือการทำงาน
5.มีศรัทราและมีกำลังใจในการดำรงชีวิต
6.เกิดความสามัคคีและให้ความร่วมมือในส่วนรวมมากขึ้น
7.เกิดการช่วยเหลือในสังคมมากขึ้น
การสร้างและการรักษาสัมพันธภาพในครอบครัว
          ครอบครัวซึ่งประกอบไปด้วย พ่อ แม่ ลูก หรือบางครอบครัวที่เป็นครอบครัวใหญ่อาจรวม ปู่ ย่า ตา ยาย พี่ ป้า น้า อา ที่รวมกันอย่างมีความสุข และมีหลักการสร้างสัมพันธภาพที่ดีดังนี้
1.ทุกคนต้องปฏิบัติตนตามกฎระเบียบของครอบครัวสม่ำเสมอ
2.เคารพเชื่อฟังและให้เกียติซึ่งกันและกัน เด็กต้องเคารพผู้ใหญ่
3.ให้ความร่วมมือ ช่วยเหลือ ไม่เอาเปรียบซึ่งกันและกัน ปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มความสามารถ
4.รักและซื่อสัตย์ต่อครอบครัว
5.มีความเอื้ออาทรต่อกันละกันภายในครอบครัว
การสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างเพื่อน
เพื่อนคือคนที่ชอบพอรักใคร่กัน คนที่คบกันเป็นเพื่อนส่วนใหญ่จะมีความชอบ ความคิดเห็นตรงกัน และพฤติกรรมเหมือนๆหรือใกล้เคียงกัน หลักการสร้างภาพระหว่างเพื่อนคือ
1.รักและช่วยเหลือซึ่งกันและกันทั้งในเวลาปกติและในเวลาที่เดือดร้อน
2.สามารถปรับทุกข์และร่วมกันแก้ปัญหาให้กับเพื่อนได้
3.ยอมรับฟังความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะที่ดีต่อกัน
4.สนใจและเอาใจใส่ความรู้สึกของเพื่อนเสมอ
5.ไม่เห็นแก่ตัวและไม่เอาเปรียบเพื่อน
การสร้างและการรักษาสัมพันธภาพในสังคม
การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างเป็นสุข จะเกิดขึ้นได้โดยมีหลักปฏิบัติ ดังนี้
1.พัฒนาบุคลิกภาพให้ผู้พบเห็นเกิดความชื่นชมและประทับใจด้วยการพูดกิริยาท่าทางต่างๆและการวางตัวอย่างเหมาะสม
2.การแสดงออกด้วยความใจกว้างและใจดี
3.การให้ความช่วยเหลือเอาใจใส่ในกิจกรรมละงานส่วนรวม
4.ให้คำแนะนำและเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม
5.ร่วมกันแก้ปัญหาในสังคมให้ดีขึ้น
ทักษะที่จำเป็นในการสร้างและรักษาสัมพันธภาพที่ดีระหว่างบุคคล
ทักษะที่จำเป็นในการสร้างและรักษาสัมพันธภาพที่ดีระหว่างบุคคลที่น่าสนใจและควรศึกษามีดังนี้
-ทักษะการสื่อสาร
ทักษะการสื่อสารเพื่อให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน เกิดการยอมรับและความเข้าใจดีต่อกันนั้นมีหลายวิธี คือ
1.การใช้คำพูด การพูดที่ดีหรือเรียกว่ามีศิลปะในการพูด ต้องฝึกการพูดและการแสดงออกต้องเหมาะสม
2.ทักษะการฟัง การเป็นผู้ฟังที่ดีสามารถสร้างความประทับใจให้กันผู้พูดหรือผู้ที่สนทนาด้วย ต้องตั้งใจฟังจับใจความเนื้อหาและทำความเข้าใจในเรื่องที่ผู้พูดกำลังพูดให้ได้ คิดตามไปกับเรื่องที่กำลังฟังอยู่ ไม่ทรอดแทรกขัดจังหวะ ไม่แสดงอารมณ์ว่าไม่พอใจ สนใจผู้พูดตลอดเวลา
-ทักษะการต่อรองเพื่อประนีประนอม
การต่อรอง หมายถึง การทำให้ลดลงเช่นของแพงมีการต่อรองให้ราคาลดลง ส่วนการประนีประนอมก็คือการผ่อนหนักให้เป็นเบาให้แก่กันหรือปรองดองกัน ดังนั้นทักษะการต่อรองเพื่อการประนีประนอมจึงหมายถึงทักษะที่ลดความรุนแรงหรือผ่อนหนักให้เป็นเบา สร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นกับหลายคู่กรณีทั้งหลาย โดยการใช้ทักษะดังนี้
1.ควบคุมอารมณ์ ไม่ใจร้อน มีเหตุผล
2.รอบคอบ ความรอบคอบจะสามารถคิดหาเห็นผลในการต่อรองได้ดี
3.ใช้เหตุผล เหตุผลจะทำให้การต่อรองดีขึ้น
4.มีการยืดหยุ่น การรู้จักผ่อนหนักเป็นเบา คล้อยตามบ้าง
5.สุภาพอ่อนโยน
คำพูดที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง
คำพูดที่ประนีประนอม
1.เธอไม่ต้องมาชวนเราไปทำเรื่องไร้สาระเลยนะ เราไม่มีเวลาว่างมากเหมือนเธอ
1.เราอยากไปเดินซื้อของกับเธอนะ แต่เรายังทำการบ้านไม่เสร็จเลย ถ้าทำเสร็จก่อนที่เธอจะไป เราจะไปด้วยแล้วกันนะ
2.เราว่ามานีพูดถูกที่เธอไม่มีเหตุผลเลย พูดอย่างนี้ไม่มีใครอยากพูดกับเธอหรอก
2.เราว่าที่เธอพูดก็มีส่วนถูก แต่มองอีกด้านหนึ่ง ที่มานีพูดมาก็มีเหตุผลน่ารับฟังเหมือนกันนะ เราควรพิจารณาให้รอบคอบ เพื่อจะตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมเธอว่าดีไหม
3.เธอเอาแต่ใจเกินไปแล้วนะ
3.เธอน่าจะฟังคนอื่นบ้างนะ
-ทักษะการเข้าสังคม
มนุษย์ย่อมมีสังคมของตนเอง เช่น วัยเด็กเด็กจะเป็นสังคมในครอบครัว โรงเรียนหรือเพื่อนบ้านเมื่อโตขึ้นสังคมจะกว้างขึ้นมีสังคมกับคนหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มก็จะแตกต่างกันไป ทักษะในการเข้าสังคมคือ
1.ทักษะในการพูด ต้องมีการเตรียมหรือศึกษากลุ่มสังคมที่จะต้องไปพบปะสังสรรค์เพื่อจะได้พูดคุยให้ตรงความสนใจของผู้ฟัง
2.ต้องเป็นผู้ฟังที่ดี ไม่ขักแน้งหรือก่อกวน
3.มีความสุภาพ รู้กาลเทศะในการพูดคุย ในการวางตัว และการแต่งกายเหมาะสม
ความขัดแย้ง
ความขัดแย้ง หมายถึง ความรู้สึกนึกคิด หรือการกระทำที่ไม่ลงรอย ขัดขืนหรือต่อต้านกัน ทั้งภายในตนเอง และระหว่างกลุ่มบุคคล ความขัดแย้งเกิดขึ้นเมื่อบุคคลหรือกลุ่มตกอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถจะตัดสินใจหรือหาข้อยุติที่เป็นที่พอใจของทั้งสองฝ่ายได้อันเป็นผลทำให้เกินการแข่งขัน หรือทำลายกัน
ปัญหาความขัดแย้ง
ปัญหาความขัดแย้งในกลุ่มนักเรียนหรือเยาวชนมีหลายประการ ดังนี้
1.การทะเลาะวิวาทภายในสถาบัน อาจเกิดจากบุคคล 2 คนที่ทำร้ายชกต่อย ตีกัน ปัญหาการรังแกกันในโรงเรียน ที่พบบ่อยคือการทำร้ายจิตใจกันด้วยวาจา การล้อเลียนกัน การที่รุ่นพี่ครอบงำบังคับรุ่นน้องและการคุกคามทางเพศ
2.การทะเลาะวิวาทภายนอกสถาบัน ส่วนใหญ่เป็นความรุนแรงที่เกิดจากความรุนแรงที่เกิดจากความไม่พอใจกันระหว่างบุคคลกับบุคคล หรืออาจขยายเป็นระหว่างกลุ่มมักเกิดจากนักเรียน
3.การถูกทำร้ายทางเพศ วัยรุ่นจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้หญิงที่ถูกทำร้ายทางเพศ โดยมากมักเกิดจากความขัดแย้ง ทำให้เกิดความโกรธ อยากแก้แค้นกัน อาจใช้วิธีหลอกล่อและบังคับบางรายถูกทำร้ายทางเพศติดต่อกันหลายปี กว่าที่คนใกล้ชิดหรือหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องจะรู้เรื่องหรือผู้ถูกทำร้ายทางเพศยอมเปิดเผยเรื่องราว
สาเหตุของความขัดแย้ง
สาเหตุของความขัดแย้งในกลุ่มนักเรียนหรือเยาวชน มีดังนี้
1.เกิดจากความไม่พอใจจนทำให้มีความขัดแย้งกันในเรื่องต่างๆ จนเกิดอารมณ์เป็นเหตุให้ใช่ความรุนแรงต่อกัน มักเกิดกับกลุ่มเพื่อนที่ไม่ค่อยสนิทกัน อีกฝ่ายหนึ่งอาจไม่ทราบว่าตนเองถูกอีกฝ่ายไม่พอใจ
2.หยอกล้อและแกล้งกัน อาจจะเล่นแรงกันเกินไปหรืออีกฝ่ายไม่มีอารมณ์
3.การหึงหวง วัยรุ่นส่วนใหญ่ทั้งเพศชายและเพศหญิงเริ่มสนใจเพศตรงข้าม และบางคนอาจจะมีคู่รัก การชอบคนที่มีคู่รักอยู่แล้วจึงทำให้เกิดการหึงหวง
4.มีความผิดปกติทางจิตใจ คือเป็นคนก้าวร้าว ชอบการกระทำที่รุนแรงขาดความเมตตาปรานี
5.มาจากครอบครัวแต่ความขัดแย้ง พ่อแม่ทะเลาะกัน ทุบตีและด่าว่าเป็นประจำลูกจะซึมซับพฤติกรรมที่รุนแรงเกิดการเรียนแบบมีอารมณ์ร้อนและชอบใช้ความรุนแรง
ผลกระทบของความขัดแย้ง
ความขัดแย้งระหว่างนักเรียนหรือเยาวชนในชุมชนเมื่อเกิดขึ้นจะทำให้เกิดผลกระทบต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม ดังนี้
1.ทำให้โกรธเคือง เกิดความบาดหมางกันและเลิกคบหากัน ทำให้เสียเพื่อน
2.ทำให้เกิดการทำร้ายร่างกายกัน จนทำให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ
3.ทำให้ครอบครัวไม่มีความสุข ผู้ปกครองเดือดร้อน มีความทุกข์ใจ
4. สภาพจิตใจถูกทำร้ายและบอบช้ำมาก เกิดความคับแค้นใจ
5.เสียการเรียน เสียเวลา และอาจเสียอนาคต
แนวทางในการป้องกันและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้ง
แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาควรปฏิบัติ ดังนี้
1.ฝึกตนเองให้สามารถรู้จักแก้ปัญหาด้วยการใช้ความคิด มีเหตุผล
2.เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสร้างเสริมสัมพันธภาพที่ดีในกลุ่นนักเรียน
3.เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาคุณธรรม
4.เชื่อฟังคำสั่งสอนละคำแนะนำของบิดา มารดา และครูอาจารย์
5.แจ้งให้ผู้ปกครองทราบทันทีเมื่อพบเหตุการณ์ที่จะทำให้เป็นปัญหาทำให้เกิดความรุนแรง
แนวทางการแก้ปัญหาความขัดแย้งในโรงเรียนอย่างสันติ มีดังนี้
1.ใช้เหตุผลในการแก้ปัญหาและยอมรับฟังเหตุผล
2.รู้จักให้อภัยกัน
          3.ไม่ใช้อารมณ์ตัดสินปัญหา
          4.ไม่ใช้ความรุนแรงต่อกันไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงทางด้านร่างกายและจิตใจ
          5.รู้จักการข่มใจ อดทนอดกลั้น
หน่วยการเรียนรู้ที่ 9 การใช้ยา
ข้อควรปฏิบัติในการใช้ยา
  ในการใช้ยานั้นเพื่อให้ได้รับผลอย่างสูงสุดจากการใช้ยา และไม่เกิดอันตรายจากการใช้ยาหรือถ้าเกิดอันตรายก็สามารถแก้ไขได้ทันที ควรปฏิบัติดังนี้
๑.    ควรไปให้แพทย์ตรวจรักษาและจัดยาให้มาจะดีกว่าหารไปซื้อยารับประทานเอง แต่ถ้าจะไปซื้อยารับประทานเองควรไปซื้อยาจากร้านเภสัชการประจำอยู่
๒.   ควรอ่านฉลากยาให้ระเอียดก่อนใช้ยานั้น ถ้าเป็นยาที่ยังไม่เคยใช้หรือไม่ได้ใช้เป็นประจำในฉลากยาจะมีชื่อยา สรรพคุณของยาวิธีใช้ขนาดที่ใช้คำเตือนส่วนประกอบที่สำคัญของยาวันเดือนปีที่ผลิตยา วันหมดอายุ และรายละเอียดอื่นๆ อีกซึ่งฉลากนี้จะปรากฏอยู่ด้านข้างของภาชนะที่บรรจุ และแผ่นฉลากในภาชนะที่จุ
๓.   ถ้าต้องการอ่านฉลาก แต่ว่าฉลากยาเลอะเลือนจนอ่านไม่ชัดหรือไม่มีฉลากก็ไม่ควรใช้ยานั้น
๔.   ในการใช้ยาต้องปฏิบัติตามฉลากหรือตามที่แพทย์สั่งอย่าเคร่งครัด
๕.   ถ้าเกิดอันตรายจากการใช้ยาดังกล่าวมาแล้วให้เปลี่ยนยาหรือหยุดใช้ยาหรือหลีกเลี่ยงการใช้ยาหรืออาจต้องไปพบแพทย์แล้วแต่กรณีและความรุนแรง
๖.    ต้องใช้ยาให้ถูกเวลาตามที่ระบุไว้ในฉลากหรือตามที่แพทย์สั่ง ซึ่งมักเขียนไว้ที่ข้างซองยา
๗.   ควรงดเว้นการใช้ยาชุดซึ่งยาชุดนี้จะไม่มีฉลากผู้ขายจะจัดรวมเป็นชุด ชุดละ 3-5 โดยมีรูปลักษณะและสีของยาต่างๆกันยาชุดนี้มีอันตรายผู้ใช้มาก
๘.   ควรจำไว้ว่าตนเองเคยแพ้ยาอะไรก่อนที่แพทย์หรือเภสัชกรจ่ายยาควรบอกด้วยว่าตนเองแพ้ยาอะไร
๙.   ไม่ควรหลงในคำโฆษณาเกินความเป็นจริงควรใช้วิจารณญาณในการซื้อและใช้ยา
๑๐.   ถ้าลืมรับประทานยามื้อใดมื้อหนึ่ง ให้รับประทานทันทีที่นึกขึ้นได้ แต่ห้ามรับประทานยาเป็นสองเท่าในมื้อต่อไป
๑๑. ไม่ควรใช้ยาอย่างพร่ำเพรื่อ เพราะยาเป็นสารเคมีที่เข้าสู่ร่างกาย ถ้ามีมากอาจมีผลต่อร่างกายหรืออวัยวะภายในได้
หน่วยการเรียนรู้ที่ 8 ใส่ใจความปลอดภัย
ภัยในบ้าน
บ้านถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ เพราะที่อยู่อาศัยของคนเรา ปกติแล้วในบ้านน่าจะเป็นที่ปลอดภัยสำหรับคนในบ้าน แต่ก็มีบ้างบางครั้งที่จะเป็นที่เกิดอุบัติเหตุ หรือเหตุที่ไม่คาดคิดภายในบ้าน เช่น
1.การพลัดตกหกล้ม อาจเกิดขึ้นภายในบ้านและอาจทำให้บาดเจ็บ จึงควรคำนึงถึงสิ่งเหล้านี้ด้วย
1.1 ควรล้างห้องน้ำให้สะอาดเสมอไม่ให้ลื่น เพราะอาจทำให้ลื่นล้มในห้องน้ำได้ จนอาจหัวฟาดพื้นได้ จนถึงต้องเข้าโรงพยาบาล
1.2 การยกของขึ้นหรือลงบันได อย่าละสายตาจากทางเดินหรือยกของหนักจนเกินไป
1.3 ถ้าพื้นบ้านปูนหรือกระเบื้องน้ำหก จนอาจเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย จึงควรเช็ดให้แห้งทันที
2. ภัยจากไฟฟ้า  ขณะนี้แทบจะ 100%ที่ทุกครั้งหลังใช้ไฟฟ้าใช้แล้ว จึงอาจเกิดเหตุที่อันตรายมาก เพราะเราไม่สามารถมองเห็นไฟฟ้าได้ และวิธีมีการป้องกันดังนี้
2.1 ถ้ามือเปียกหรือยืนในที่เปียก ก็ไม่ควรใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า
2.2 ควรติดเต้าเสียบให้สูงกว่าไม่น้อยกว่าพื้นประมาณ 1.20 เมตรเพื่อไม่ให้เด็กเล็กเข้าใกล้ได้
2.3 ควรใช้ฟิวส์ขนาดพอเหมาะกับวงจรไฟฟ้า
3. ภัยจากแก๊สหุงต้ม ภัยที่มักพบ ได้แก่แก๊สรั่ว แก๊สระเบิด ควรระมัดระวังเป็นอย่างมากเพราะก่อให้เกิดเหตุที่อันตรายอย่างมากซ้ำแล้วยังทำให้คนรอบข้าง หรือบ้านใกล้เรือนเคียงได้ได้รับความเสียหาย และมีวิธีป้องกันดังนี้
3.1 ควรตั้งถังแก๊สให้ห่างจากผนังพอสมควร และตั้งในที่ระบายอากาศได้ดี
3.2 ตั้งถังแก๊สในพื้นที่ที่แข็ง
3.3อย่านอนถังแก๊ส ตั้งไว้เสมอไม่เคลื่อนย้ายขณะที่ใช้งาน
เด็ดขาด
4 ภัยจากอัคคีภัย เป็นภัยที่เกิดจากไฟไหม้ และมีวิธีป้องกันดังนี้
4.1 หมั่นตรวจดูอุปกรณ์ไฟฟ้า
4.2 หมั่นตรวจดูถังแก๊ส
4.3 เก็บเชื้อเพลิงอย่างมิดชิด และห่างจากความร้อน
5.ภัยจากของมีคม ในบ้านจะมีการใช้ของมีคมเสมอ และมีวิธีป้องกันดังนี้
5.1 ขณะที่ใช้ของมีคมควรมีสติระมัดระวังการใช้
5.2 การวางของมีคมให้เป็นระเบียบ เรียบร้อยและมิดชิด
5.3 ไม่นำมาหยอกล้อกัน
6.ภัยจากแมลงกัดต่อย ที่อยู่ในบ้านจากแมลงที่สามารถกัดต่อย และมีวิธีป้องกันดังนี้
6.1 ถ้ามีรังผึ้ง รังต่อ รังแตน ควรกำจัดซะตั้งแต่ที่รังยังเล็กๆ
6.2 ควรดูแลบริเวณรอบบ้านให้สะอาด
6.3 สัตว์เลี้ยงที่มีเขี้ยว หรือเล็บที่สามารถทำอันตรายให้พาไปซีดวัคซีน ป้องกันโรคที่อาจทำให้เข้าโรงพยาบาล

ภัยในสถานศึกษา
ในสถานศึกษานั้นมีบริเวณที่กว้างขวาง พร้อมทั้งอุปกรณ์การศึกษาที่อยู่ในกิจกรรมการเรียนละในขณะที่ทำการเรียนการสอน ก็อาจเกิดอุบัติเหตุได้เช่นกัน
1.การพลัดตกล้ม อาจมาจากการเล่นกีฬา การปีนป่าย และมีวิธีป้องกันดังนี้
1.1 ในการเล่นกีฬา ควรระมัดระวังในการทำกิจกรรมเพราะสมาธิป้องกันอันตรายจะต้องสนใจไปกับกีฬา
1.2 การทำกิจกรรมอาจต้องปีนป่าย ต้นไม้ กันสาด บันได ก็ควรเซฟตัวเอง
1.3 ขึ้นลงบันได ไม่ควรหยอกล้อกัน

ภัยจากการเดินทาง
  การเดินทางจำเป็นต้องใช้พาหนะ เพื่อความรวดเร็วและสะดวกสบาย ปัจจุบันมีมากมายในการใช้พาหนะในการเดินทาง ซึ่งอุบัติเหตุทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ  โดยฉะเพราะวันที่มีเทศกาล ไม่ว่าจะเป็น สงกรานต์ ปีใหม่ ก็มักเกิดอุบัติเหตุบ่อยๆ และมีวิธีป้องกันดังนี้
1.1  การเกิดอุบัติเหตุบนทางเท้าโดยพาหนะ
1.การเกิดอุบัติบนทางม้าลาย
2.ถ้าข้ามถนนโดยไม่มีทางม้าลายให้มองซ้าย ขวาให้แน่ใจซะก่อนที่จะข้ามถนน
3.ในการข้ามถนนมีหลายช่องทาง ถ้ารถคันหนึ่งหยุดต้องให้ ไม่ได้แปลว่าคันอื่นจะหยุดให้ ดังนั้นจะต้องมีสติในการเดินทาง

อุบัติเหตุการเดินทางน้ำ มีข้อป้องกันดังนี้
1.ไม่ขัดแย้งเบียดเสียดกันในการขึ้นเรือ
2.การขึ้นเรือควรให้เรือจอดสนิท
3.ไม่ควรบรรทุกของขึ้นเรือที่มากเกินไป

อุบัติเหตุทางอากาศ
ในเรื่องนี้คงยากเพราะหากเกิดอุบัติเหตุ การรอดชีวิตมีโอกาสน้อยมาก แต่ก็มีข้อปฏิบัติดังนี้
1.   ปฏิบัติตามเจ้าหน้าที่พนักงานอย่างเคร่งครัด
2.   มีสติเมื่อเกิดเหตุที่ไม่คาดคิดขึ้น เช่น การโดนปล้นบนเครื่อง
3.   เมื่อเกิดที่ไม่ดี มีเหตุขัดข้อง ไม่ควรเข้าใกล้หรือ เรียกพนักงาน

ภัยจาการประกอบอาชีพ
เป็นเหตุการณ์ที่ ที่เกิดอย่างคาดคิด ก่อให้อันตรายต่อชีวิต และทรัพย์สินของประ
ชาชนในที่สถานประกอบอาชีพ มีวิธีป้องกันดังนี้
1.ภัยที่เกิดจากโรงงานอุสาหกรรม
อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากการประกอบอาชีพอุสาหกรรม อาจมีเหตุจากการปฏิบัติงานของตนเอง หรือสภาพล้อม และมีข้อควรปฏิบัติดังนี้
1.1แต่งกายให้เหมาะสมกับการทำงาน รัดกุม และมีความคล่องตัวศึกษาให้เข้าใจกับอุปกรณ์การทำงาน  เครื่องมือ เครื่องจักรกล พร้อมทั้งตรวจสภาพให้เรียบร้อย
1.2การจัดเก็บเครื่องมืออุปกรณ์ สิ่งของต่างๆให้เรียบร้อย
1.3ควรใช้อุปกรณ์ในการปฏิบัติงาน
2.ภัยที่เกิดจากการประกอบอาชีพทางด้านเกษตรกรรม
การเกิดอุบัติเหตุจากงานด้านเกษตรกรรม อาจเกิดจากตัวเอง เครื่องมือการเกษตร หรือสารพิษ
มีข้อป้องกันดังนี้
2.1ควรแต่งกายรัดกุมในการปฏิบัติงาน
2.2ศึกษาให้เข้าใจเกี่ยวกับเครื่องมือให้ดี
2.3ควรตรวจสอบสภาพเครื่องมือทุกครั้งก่อนใช้งาน
3.ภัยจากการประอาชีพด้านคหกรรม
อุบัติเหตุที่เกิดจากการประกอบอาชีพด้านคหกรรม อาจมาจากสาเหตุของตัวผู้ปฏิบัติเอง อุปกรณ์ หรือสภาพแวดล้อม
1.แต่งกายให้เหมาะสนกับสภาพอาชีพ
2.สถานที่ปฏิบัติควรมีสภาพที่เหมาะสม
3.ควรจัดวางเครื่องใช้ให้เป็นระเบียบ

ภัยที่เกิดโดยไม่คาดคิด
ภัยที่เกิดโดยที่เราไม่คาดคิดไม่ว่าจะขึ้นกับตัวเองหรือครอบครัว ภัยที่เกิดขึ้นนั้นมีมากมาย ภัยที่ยกมาเป็นส่วนหนึ่งที่ไม่คาดคิดและควรได้รับการศึกษา
ภัยจากมิจฉาชีพ
 อาจเป็นการโดนวิ่งราว โดนลักขโมย การโดนจี้ กระทำชำราวโดนข่มขืน และมีแนวทางการป้องกันดังนี้
1.ควรตรวจตาเช็คความเรียบร้อย ของบ้าน
2.ไม่ควรอยู่ในที่ลับตาคน ที่คนสัญจรน้อย หรือถ้าจำเป็นควรหาอุปกรณ์ป้องกันติดตัวไปด้วยจะไม่ใส่ของล่อตาโจรจนเกินไป
3.ไม่แต่งกายล่อแหลม โชว์สัดส่วนร่างกาย เพราะอาจยั่วอารมณ์ทางเพศของเพศชาย
ภัยที่เกิดจากอุทกภัย
1.มีสติอย่าตื่นตระหนก และอยู่ให้ห่างจากที่เกิดเหตุ ถ้าอยู่ในที่เกิดเหตุก็รีบวิ่งไปหลบในใต้โต๊ะ
หรือหาสิ่งที่กำบังตัวเอง
2.หาที่โปรดโปร่งโล่งให้ห่างจากจุดเกิดเหตุ ให้ไกลที่สุด
3.ควรให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัดเมื่อเกิดเหตุ
ภัยที่เกดจากการท่องเที่ยว
1.มีที่เซฟความปลอดภัยสำหรับตนเองแม้ว่าจะต้องเดินทางไปเที่ยวในที่ใกล้ๆหรือในที่ที่ไม่อันตราย
2.ไม่ดื่มสุราหรือของมึนเมาขณะที่ไปเที่ยว หรือกำลังทำกิจกรรมในการท่องเที่ยว
3.ไม่ควรหยอกล้อ หรือเล่นกันขณะที่ทำกิจกรรม เพราะบางกิจกรรมอาจทำอันตรายถึงชีวิตได้
หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 สุขภาพชุมชน
                 ความหมายและความสำคัญของการสร้างเสริมสุขภาพ
                 การสร้างเสริมสุขภาพ หมายถึง กระบวนการสร้างเสริม สนับสนุนด้านสุขภาพโดยให้บุคคลมีการปฏิบัติและการพัฒนาสุขภาพ ตลอดจนจัดการสิ่งแวดล้อมและปัจจัยที่มีผลกระทบต่อสุขภาพเพื่อให้บรรลุการมีสุขภาพที่ดีท้างทางด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และปัญญา สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
                 ความสำคัญของการสร้างเสริมสุขภาพ
                 การสร้างเสริมสุขภาพ มีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของบุคคลทุกคนที่ต้องการเป็นคนมีสุขภาพดี การมีสุขภาพที่ดีสมบูรณ์จะเป็นทุนในการประกอบกิจกรรมและภารกิจในชีวิตประจำวัน ตามบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเห็นได้ว่าการดำเนินงานทางด้านสุขภาพในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่มุ่งเน้นระบบสุขภาพเป็นระบบสร้างนำซ่อม กล่าวคือเดิมสุขภาพเป็นระบบตั้งรับ คือรอให้เจ็บป่วยแล้วจึงนำมาซ่อมหรือนำมารักษา ทำให้ประชาชนคนไทยเจ็บป่วยและตายก่อนวัยอันควร เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจเป็นจำนวนมาก แต่แนวคิดปัจจุบันเป็นระบบเชิงรุก พยายามทำทุกวิถีทางที่จะสร้างสุขภาพให้มีสุขภาพดีให้มากที่สุด ซึ่งทุกคนจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับสุขภาพและมีการปฏิบัติตนหรือมีพฤติกรรมสุขภาที่ถูกต้องโดยมีการปฏิบัติที่ทำให้มีความสุขที่ดีและหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงหรืองดการกระทำที่เสี่ยงหรืออาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น มีการออกกำลังกายเป็นประจำ การกินอาหารที่ถูกหลักโภชนาการการระมัดระวังเรื่องอาหารการกินที่ปลอดภัย ไม่มีสารพิษปนเปื้อนการส่งเริมสุขภาพจิต การจัดการกับความเครียดด้วยตนเองการลดความเสี่ยงจากการป้องกันและหลีกเลี่ยงสารเสพติดและอบายมุขต่างๆ เป็นต้น หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานในเรื่องสุขภาพ ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างเสริมสุขภาพมาโดยตลอด ดังจะเห็นได้จากปัจจุบันมีการดำเนินการสร้างกระแสในเรื่องการสร้างสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนมีความตื่นตัวเกิดความตระหนัก และมีการปฏิบัติตัวในการดูแลสุขภาพของตนเองมากขึ้นสิ่งต่างๆ ดังกล่าวล้วนเป็นการสร้างเสริมสุขภาพทั้งสิ้น ถ้าการสร้างเสริมสุขภาพอย่างต่อเนื่องจะทำให้ไม่เจ็บป่วยเป็นโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคที่สามารถป้องกันได้ เช่น โรคไม่ติดต่อเรื้อรังหรือโรคที่เกิดจากวิถีชีวิต ได้แก่ โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคความดันเลือดสูง โรคเบาหวาน และโรคอ้วนลงพุง เป็นต้น ซึ่งจะเป็นผลให้มีสุขภาพแข็งแรง ไม่เกิดการเจ็บป่วย สามารถลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล และลดอัตราการป่วยด้วยโรคที่เกิดจากวิถีชีวิตให้น้อยลงได้
                 แนวคิดของการสร้างเสริมสุขภาพชุมชน
                 กฎบัตรกรุงเทพ เพื่อการส่งเสริมสุขภาพในยุคโลกาภิวัตน์ได้ถูกบัญญัติขึ้นในการประชุมส่งเสริมสุขภาพโลกครั้งที่ 6 ซึ่งจักขึ้นที่ประเทศไทย ใน พ.ศ.2548 กฎบัตรกรุงเทพสนับสนุนและกำหนดขึ้นบนพื้นฐานของค่านิยม หลักการและกลยุทธุ์การส่งเสริมสุขภาพตามที่บัญญัติไว้ในกฎบัตรออตตาวา ซึ่งเป็นกฎบัตรการส่งเสริมสุขภาพของโลกที่บัญญัติขึ้นเป็นครั้งแรกใน พ.ศ.2529 จากการประชุมที่เมืองออตตาวา ประเทศแคนนาดา และข้อเสนอแนะจากการประชุมส่งเสริมสุขภาพโลกครั้งต่อๆ มาได้รับการรับรองจากประเทศสมาชิกในการประชุมสมัชชาอนามัยโลก ซึ่งกฎบัตรกรุงเทพจะต้องเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มเพื่อการบรรลุสุขภาพดี การทำให้ประชาชนมีสุขภาพดีขึ้น ต้องอาศัยการดำเนินการทางการเมืองที่เข้มแข็ง การมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางและการชี้นำอย่างต่อเนื่อง การส่งเสริมสุขภาพทั้งในประเทศไทยและในระดับโลกมีมาตรการต่างๆ ที่ได้พิสูตจน์มาแล้วว่ามีประสิทธิผลเป็นจำนวนมากแต่สิ่งสำคัญคือต้องนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์เต็มที่อย่างเป็นรูปธรรม ตามกลยุทธ์ของการส่งเสริมสุขภาพ เราควรมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วนของสังคมและทุกพื้นที่ในการดำเนินกิจกรรมที่จำเป็นดังนี้
                 1.การชี้นำเพื่อสุขภาพ  โดยตั้งบนพื้นฐานของสิทธิมนุษยชนและภราดรภาพ
                 2.  การลงทุน เพื่อการพัฒนานโยบายที่ยั่งยืนและเพื่อการดำเนินงาน  ตลอดจนจัดโครงสร้างพื้นฐานที่จะจัดการกับปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดด้านสุขภาพ
                  3.  การสร้างศักยภาพเพื่อการพัฒนานโยบาย  สร้างภาวะผู้นำ  พัฒนาทักษะการส่งเสริมสุขภาพ  การถ่ายทอดความรู้และศึกษาวิจัย  ตลอดจนมีความแตกฉานด้านสุขภาพ
                   4.  การออกระเบียบและกฎหมายเพื่อให้ประชาชนได้รับการคุ้มครองจากอันตรายและมีโอกาสที่จะมีสุขภาพเท่าเทียมกัน
     5.  การสร้างภาคีเครือข่ายและพันธมิตร  ทั้งภาครัฐ  เอกชน  ประชาสังคม   และองค์กรระหว่างประเทศเพื่อดำเนินกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพที่ยั่งยืน
                 บทบาทและความรับผิดชอบของตนเองที่มีต่อการสร้างเสริมสุขภาพ
                 การมีสุขภาพดีเป็นสิ่งที่พึงปรารถนาของคนทุกคน เพราะการมีสุขภาพดีจะทำให้เราสามารถใช้ความรู้ ความสามารถ และศักยภาพที่มีอยู่ในตัวเองได้อย่างเต็มที่ ในทางตรงข้าม บุคคลที่มีสุขภาพไม่ดี นอกจากจะต้องทนทุกข์ทรมานกับความเจ็บป่วยที่เป็นอยู่แล้วบางรายยังเป็นภาระต่อบุคคลในครอบครัวในการดูแลอีกด้วย ผู้ที่มีสุขภาพไม่แข็งแรงนอกจากจะไม่สามารถประกอบสัมมาอาชีพเพื่อหารายได้มาเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้แล้วยังต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อการรักษาพยาบาลอีกด้วย ซึ่งก็จะเป็นภาระของผู้อื่น ดังนั้นทุกคนจึงต้องดูแลรักษาสุขภาพของตนเองให้ดีอยู่เสมอ ตลอดจนควรช่วยดูแลสุขภาพของสมาชิกในครอบครัวเท่าที่จะสมารถทำได้
                 การดูแลสุขภาพถือเป็นความรับผิดชอบของบุคคลทุกคน เพราะ สุขภาพเป็นเรื่องส่วนบุคคลไม่สามารถหยิบยื่นให้กันและกันได้ การที่เราจะมีสุขภาพดีหรือไม่ดีนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการคือ พันธุกรรมสิ่งแวดล้อม คุณภาพของบริการสุขภาพ และพฤติกรรมสุขภาพของบุคคล
                 พฤติกรรมสุขภาพ หมายถึง การกระทำของบุคคลที่มีผลต่อสุขภาพโดยแสดงออกให้เห็นได้ในลักษณะของการกระทำในสิ่งที่เป็นผลดีต่อสุขภาพและการไม่กระทำในสิ่งที่เป็นผลเสียต่อสุขภาพ ดังนั้น เราจึงควรมีบทบาทความรับผิดชอบในการดูแลรักษาสุขภาพตนเอง โดยการมีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสมเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ และป้องกันโรคในมิติของสุขภาพทั้ง 4 ด้านให้สอดคล้องกับนโยบายเมืองไทยแข็งแรง ดังนี้
                 1. มิติทางกายมีร่างการแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยโดยไม่จำเป็น ไม่ตายก่อนวัยอันควร เมื่อเกิดการเจ็บป่วยขึ้น สามารถกลับคืนได้รวดเร็ว สามารถเข้าถึงบริการทางแพทย์และ สาธารณสุขได้
                 2. มิติทางจิตใจ มีจิตใจดี มีความสุข ไม่เครียดและรู้จักวิธีจัดการกับความเครียด
                 3. มิติทางสังคม มีการพึ่งพาช่วยเหลือเกื้อกูลกัน อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุขมีสิ่งแวดล้อมและสภาพแวดล้อมที่ดี มีอาชญากรรมและความรุนแรงน้อย
                 4. มิติด้านปัญญา หรือจิตวิญญาณมีจิตใจที่เปี่ยมสุขเข้าถึงความดีงามถูกต้องมีจิตใจดี มีเมตตากรุณา และเข้าใจสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างมีเหตุผล
                 แนวทางการสร้างเสริมสุขภาพชุมชน
                 ในการส่งเสริมสุขภาพชุมชน มีหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพ ที่มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนทุกกลุ่มอายุ สร้างทักษะให้บุคคล ชุมชน สังคม สามารถดูแลสุขภาพของตนองได้ในการดำเนินชีวิตยามปกติและเมื่อเกิดการเจ็บป่วย เราจึงควรรู้จักและมีส่วนร่วมกับหน่วยงานดังกล่าว รวมทั้งปฏิบัติตามแนวทางสร้างเสริมสุขภาพชุมชน ดังนี้
                 1. การสร้างเสริมสุขภาพกาย เป็นการปฏิบัติตนเพื่อเสริมสร้างสุขภาพร่างกายให้มีสภาพร่างกายที่สมบูรณ์ แข็งแรง มีการเจริญเติบโตอย่างเหมาะสม ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ
                 2. การสร้างเสริมสุขภาพจิต เป็นการปฏิบัติตัวเพื่อเสริมสร้างสุขภาพจิตให้มีจิตใจที่ดี มีความมั่นคงทางอารมณ์ มีอารมณ์แจ่มใส มีสติ สามารถจัดการกับความเครียดได้โดยการมองโลกในแง่ดี ฝึกคิดในทางบวก รู้จักวิธีการจัดการความเครียด
                 3. การสร้างเสริมสุขภาพทางสังคม สามรถทำได้โดยมีส่วยร่วมในการสร้างสรรค์ให้เกิดสิ่งแวดล้อมทั้งทางกายภาพและสังคมที่เหมาะสมทั้งทางด้านกายภาพและจิตใจ
                 4. การสร้างเสริมสุขภาพทางปัญญา หรือจิตวิญญาณ ทำได้โดยการยึดมั่นในหลัก ศาสนา และวัฒนธรรมที่ดีงาม ลด ละ เลิกพฤติกรรมที่เสี่ยงทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ

วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

หน่วยการเรียนที่ 10
สารเสพติดให้โทษ
UploadImage
ความหมายของยาเสพติด          ยาเสพติดหมายถึง สารใดก็ตามที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หรือสารที่สังเคราะห์ขึ้นเมี่อนำเข้าสู่ร่างกาย ไม่ว่าจะโดยวิธี
รับประทาน ดม สูบ ฉีด หรือด้วยวิธีการใด ๆ แล้ว ทำให้เกิดผลต่อร่างกายและจิตใจนอกจากนี้ยังจะทำให้เกิดการเสพติดได้หากใช้สารนั้นเป็นประจำทุกวัน หรือวันละหลาย ๆ ครั้ง
          ลักษณะสำคัญของสารเสพติดจะทำให้เกิดอาการ และอาการแสดงต่อผู้เสพดังนี้          ๑.เกิดอาการดื้อยา หรือต้านยา และเมื่อติดแล้ว ต้องการใช้สารนั้นในประมาณมากขึ้น
          ๒. เกิดอาการขาดยาถอนยา หรืออยากยา เมื่อใช้สารนั้นเท่าเดิม ลดลง หรือหยุดใช้
          ๓. มีความต้องการเสพทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรงตลอดเวลา
          ๔. สุขภาพร่างกายทรุดโทรมลงเกิดโทษต่อตนเอง ครอบครัว ผู้อื่น ตลอดจนสังคม และประเทศชาติ 

ความหมายโดยทั่วไป
          ยาเสพติด หมายถึง สารหรือยาที่อาจเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติหรือจากการสังเคราะห์ซึ่งเมื่อบุคคลใดเสพหรือได้รับเข้าไปในร่างกายซ้ำๆ กันแล้วไม่ว่า ด้วยวิธีใดๆเป็นช่วงระยะๆ หรือนานติดต่อกันก็ตาม จะทำให้          1. บุคคลนั้นต้องตกอยู่ใต้อำนาจหรือเป็นทาสของสิ่งนั้นทางด้านร่างกายและจิตใจ หรือจิตใจเพียงอย่างเดียว
          2. ต้องเพิ่มปริมาณการเสพขึ้นเรื่อยๆหรือทำ ให้สุขภาพของผู้เสพติดเสื่อมโทรมลง
          3. เมื่อถึงเวลาอยากเสพแล้วไม่ได้เสพจะมีอาการผิดปกติทางด้านร่างกายและจิตใจ หรือเฉพาะทางด้านจิตใจเกิดขึ้นในผู้เสพ  ความหมายตามกฎหมาย
          ยาเสพติดให้โทษ หมายความว่า สารเคมี หรือวัตถุชนิดใดๆ ซึ่งเมื่อเสพเข้าสู่ร่างกายไม่ว่าจะโดยรับประทานดม สูบฉีด หรือด้วยประการใดๆ แล้ว ทำให้เกิดผลต่อร่างกายและจิตใจในลักษณะสำคัญเช่นต้องเพิ่มขนาดการเสพเรื่อยๆ มีอาการถอนยาเมื่อขาดยามีความต้องการเสพทั้งทางร่างกายและจิตอย่างรุนแรงอยู่ตลอดเวลาและสุขภาพโดยทั่วไปจะทรุดโทรมลงกลับให้รวม
ถึงพืช หรือ ส่วนของพืชที่เป็น หรือให้ผลผลิตเป็นยาเสพติดให้โทษ หรืออาจใช้ผลิตเป็นยาเสพติดให้โทษและสารเคมีที่ใช้ใน
การผลิตยาเสพติดให้โทษดังกล่าวด้วย ทั้งนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศในราชกิจจานุเบกษาแต่ไม่หมายความ
ถึง ยาสำคัญประจำบ้านบางตำรับตามที่กฎหมายว่าด้วยยาที่มี ยาเสพติดให้โทษผสมอยู่

 สาเหตุที่ทำให้เกิดยาเสพติด
 1. ติดเพราะฤทธิ์ของยา เมื่อร่างกายมนุษย์ได้รับยาเสพติดเข้าไปฤทธิ์ของยาเสพติดจะทำให้ระบบต่างๆ ของร่างกายเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งถ้าการใช้ยาไม่บ่อยหรือนานครั้ง ไม่ค่ยมีผลต่อร่างกาย แต่ถ้าใช้ติดต่อเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งจะทำให้มีผลต่อร่างกายและจิตใจ มีลักษณะ 4 ประการ คือ
1.1 มีความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะเสพยาหรือสารนั้นอีกต่อไปเรื่อๆ
1.2 มีความโน้มเอียงที่จะเพิ่มปริมาณของยาเสพติดขึ้นทุดขณะ
1.3 ถ้าถึงเวลาที่เกิดความต้องการแล้วไม่ได้เสพ จะเกิดอาการอยากยา หรืออาการขาดยา เช่น หาว อาจียน น้ำตาน้ำมูกไหล ทุรนทุราย คลุ้มคลั้ง โมโห ขาสติ
1.4 ยาที่เสพนั้นจะไปทำลายสุขภาพของผู้เสพทั้งร่างกาย ทำให้ซูบผอม มีโรคแทรกซ้อน และทางจิตใจ เกิดอาการทางประสาท จิตใจไม่ปกติ
 2. ติดยาเสพติดเพราะสิ่งแวดล้อม
2.1 สภาพแวดล้อมภายนอกของบ้านที่อยู่อาศัย เต้มไปด้วยแหล่งค้ายาเสพติด เช่น ใกล้บรเวณศูนย์การค้า หน้าโรงหนัง ซึ่งเป็นการซื้อยาเสพติดทุกรูปแบบ
2.2 สิ่งแวดล้อมภายในบ้านขาดความอบอุ่น รวมไปถึงปัญหาชีวิตคนในครอบครัวและฐานะทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมจะทำให้เด้กหันไปพึ่งยาเสพติด การขาดความเอาใจใส่ดูแลจากพ่อแม่ และขาดการยอมรับจากครอบครัว เด็กจะหันไปคบเพื่อนร่อมกลุ่มเพื่อต้องการความอบอุ่น สภาพของกลุ่มเพื่อน สภาพของเพื่อนบ้านใกล้เคียง
2.3 สิ่งแวดล้อมทางโรงเรียน เด็กมีปัญหาทางการเรียน เนื่องจากเรียนไม่ทันเพื่อน เบื่อครู เบื่อโรงเรียน ทำให้หนีโรงเรียนไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ตนพอใจ เป็นเหตุให้ตกเป็นเหยื่อของการติดยาเซบติด
3. ติดเพราะความผิดปกติทางร่างกายและจิตใจ
ใน สังคมที่วุ่นวายสับสน เปลี่ยนแปลงรวดเร้วดังเช่นปัจจุบัน ทำให้จิตใจผิดปกติง่าย หากเป็นบุคคลที่มีบุคลิกภาพอ่อนแอในทุกด้าน ทั้งอารมณ์และสติปัญญา รวมทั้งร่างกายไม่สมบูรณ์แข็งแรงก็จะหาสิ่งยึดเหนี่ยว จะตกเป้นทาสยาเสพติดได้ง่าย ผู้ที่มีอารมณ์วู่วามไม่ค่อยยั้งคิดจะหันเข้าหายาเสพติดเพื่อระงับอารมณ์ วู่วามของตน เนื่องจากยาเสพติดมีคุณสมบัติในการกดประสาทและกระตุ้นประสาท ผู้มีจิตใจมั่นคง ขาดความมั่นใจ มีแนวโน้มในการใช้ยาเพื่อบรรเทาความวิตกกังวลของตนให้หมดไปและมีโอกาสติดยา ได้ง่ายกว่าผู้อื่น
       วิธีสังเกตผู้ติดยาหรือสารเสพติด
1. การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย สุขภาพทรุดโทรม ผอมซีด ทำงานหนักไม่ไหว ริมฝีปากเขียวคล้ำและแห้ง ร่างกายสกปรกมีกลิ่นเหม็น ชอบใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว ใส่แว่นดำเพื่อปกปิด
2. การเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ อารมณ์หงุดงิดง่าย พูดจาร้าวขาดความรับผิดชอบต่อหน้าที่ มั่วสุมกับคนที่มีพฤติกรรมเกี่ยวกับยาเสพติด สุบบุหรี่จัด มีอุปกรณ์เกี่ยวกับยาเสพติด หน้าตาซึมเศร้า ขาดความเชื่อมั่น จิตใจอ่อนแอ ใช้เงินเปลือง สิ่งของภายในบ้านสูญหายบ่อย
3. แสดงอาการอยากยาเสพติด ตัวสั่น กระตุก ชัก จาม น้ำหมูกไหล ท้องเดิน ถ่ายอุจจาระเป็นเลือดที่เรียกว่า "ลงแดง" มีไข้ปวดเมื่อยตามร่างกายอย่างรนแรงนอนไม่หลับ ทุรนทุราย
4. อาสัยเทคนิคทางการแพทย์ โดยการเก็บปัสสาวะบุคคลที่สงสัยว่าจะติดยาเสพติดส่งตรวจ ใช้ยาบางชนิดที่สามารถล้างฤทธิ์ของยาเสพติด